พระราชวังซิตี้พาเลซ
พระราชวังซิตี้พาเลซ ชัยปุระเป็นที่ประทับของราชวงศ์และอดีตสำนักงานใหญ่ของผู้ปกครองรัฐชัยปุระ ในเมืองชัยปุระ รัฐราชสถาน การก่อสร้างเริ่มต้นได้ไม่นานหลังจากการสถาปนาเมืองชัยปุระภายใต้รัชสมัยของมหาราชาไสวใจสิงห์ที่ 2 ซึ่งย้ายราชสำนักของเขาจากอำพันไปยังชัยปุระในปี พ.ศ. 2270 ชัยปุระยังคงเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรจนถึงปี 1949 เมื่อกลายเป็นเมืองหลวงของรัฐราชส ถานของอินเดียในปัจจุบัน โดยมีพระราชวังประจำเมืองทำหน้าที่เป็นที่นั่งในพิธีการและการบริหารของมหาราชาแห่งชัยปุระ การก่อสร้างพระราชวังแล้วเสร็จในปี 1732 และยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม ตลอดจนเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปะ การค้าขาย และอุตสาหกรรม สร้างขึ้นตามกฎของ Vastushastra โดยผสมผสานองค์ประกอบของรูปแบบสถาปัตยกรรมโมกุลและราชบัตเข้าด้วยกัน ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ Maharaja Sawai Man Singh II และยังคงเป็นบ้านของราชวงศ์ชัยปุระ ราชวงศ์มีคนรับใช้ส่วนตัวประมาณ 500 คน กลุ่มพระราชวังประกอบด้วยอาคารหลายหลัง ลานต่างๆ หอศิลป์ ร้านอาหาร และสำนักงานของ Museum Trust กองทุน MSMS II Museum Trust นำโดยประธาน Rajamata Padmini Devi แห่งชัยปุระ (จาก Sirmour ในหิมาจัลประเทศ) เจ้าหญิงดียา กุมารี บริหาร Museum Trust ในฐานะเลขานุการและผู้ดูแลทรัพย์สิน เธอยังบริหารโรงเรียน The Palace School และโรงเรียน Maharaja Sawai Bhawani Singh ในเมืองชัยปุระอีกด้วย เธอก่อตั้งและดำเนินการมูลนิธิ Princess Diya Kumari เพื่อส่งเสริมสตรีที่ด้อยโอกาสและด้อยโอกาสในรัฐราชสถาน เธอยังเป็นผู้ประกอบการอีกด้วย ในปี 2013 เธอได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งราชสถานจากเขตเลือกตั้งของ Sawai Madhopur
หะวามหัล หรือ ฮาวามาฮาล
หะวามหัล หรือ ฮาวามาฮาล เป็นพระราชวังในนครชัยปุระ ประเทศอินเดีย สร้างขึ้นจากหินทรายแดงและชมพู ตั้งอยู่บนของของซิตีพาเลส และมีอาณาเขตไปถึงพื้นที่ เซนานา หะวามหัลสร้างขึ้นในปี 1799 โดยมหาราชา สวาอี ปรตาป สิงห์ หลานของมหาราช สวาอี ชัย สิงห์ ที่สอง ผู้ก่อตั้งนครชัยปุระ สร้างขึ้นหลังได้รับแรงบัลดาลใจมาจากเขตรีมหัล
หะวามหัลเป็นผลงานออกแบบโดย ลาล จันท์ อูสตาด (Lal Chand Ustad) โครงสร้างฟาซาดด้านนอกสูงห้าชั้นคล้ายกันกับรูปรองผึ้ง ประกอบด้วยหน้าต่างเล็กฌโรขาจำนวน 953 บาน ประดับประดาอย่างวิจิตรด้ว ยงานแลททิส งานออกแบบแลททิสนี้มีเป้าหมายเดิมทีเพื่อให้สตรีชั้นสูงที่อาศัยในวังสามารถมองออกมาสังเกตชีวิตของผู้คนธรรมดา หรือเทศกาลเฉลิมฉลองต่าง ๆ บนถนนด้านนอกของหะวามหัลได้ สตรีชั้นสูงเหล่านี้ต้องปฏิบัติตามกฎ “ปูรดาห์” ซึ่งห้ามมิให้เปิดเผยใบหน้าของตนในที่สาธารณะ งานออกแบบนี้ยังช่วยให้อากาศเย็นพัดเข้ามาภายในหะวามหัล ด้วยหลักการของปรากฏการณ์เวนทูรี จึงทำให้พื้นที่ภายในยังคงอุณหภูมิที่ไม่ร้อนมากเกินไปในช่วงฤดูร้อนของชัยปุระ คนจำนวนมากมักเข้าใจผิดว่าฟาซาดของหะวามหัลที่เห็นนี้เป็นด้านหน้าของวัง แต่จริง ๆ คือด้านหลังของวัง
ในปี 2006 ได้มีการบูรณะหะวามหัลครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี ด้วยมูลค่ารวมราว 4.568 ล้านรูปี ภายใต้ยูนิตทรัสต์ออฟอินเดีย
ป้อมอาเมร์
ป้อมอาเมร์ หรือ ป้อมอัมเบร์ (อังกฤษ: Amber Fort) ตั้งอยู่ที่เมืองอาเมร์ ชานเมืองชัยปุระ รัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆที่มีขนาดเพียง 4 ตารางกิโลเมตร (1.5 ตารางไมล์) ห่างจากชัยปุระเป็นระยะทาง 11 กิโลเมตร (6.8 ไมล์) ป้อมอาเมร์นั้นเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของชัยปุระ โดยที่ตั้งนั้นโดดเด่นอยู่บนผาหินเหนือทะเลสาบ สร้างโดยมหาราชา มาน สิงห์ที่ 1 ป้อมปราการแห่งนี้มีชื่อเสียงทางด้านสถาปัตยกรรมซึ่งผสมผสานกันระหว่างศิลปะฮินดูและศิลปะราชปุตอันเป็นเอกลักษณ์ สามารถมองเห็นได้จากระยะทางไกลเนื่องจากมีขนาดกำแพงปราการที่ใหญ่และแน่นหนา พร้อมประตูทางเข้าหลายแห่ง ถนนที่ปูด้วยหินหลายสาย ซึ่งเมื่ออยู่บนป้อมแล้วสามารถมองเห็นทะเลสาบเมาตาได้อย่างชัดเจนบริเวณด้านหน้า
ความสวยงามของบรรยากาศของป้อมอาเมร์นั้นซ่อนอยู่ภายในกำแพงเมืองที่แบ่งเป็นทั้งหมด 4 ชั้น (แต่ละชั้นคั่นด้วยทางเดินกว้าง) โดยภายในเป็นหมู่พระที่นั่งซึ่งสร้างจากหินทรายสีแดงและหินอ่อน หมู่พระที่นั่งภายในป้อมอาเมร์ประกอบด้วย ทิวันเนอาม (Diwan-E-Aam) หรือท้องพระโรง, ทิวันเนฆัส (Diwan-e-Khas) หรือท้องพระโรงส่วนพระองค์, ศีษมหัล (Shish Mahal) พระตำหนักซึ่งเป็นห้องทรงประดับกระจกสำหรับมหาราช และ ชยมนเทียร (Jai Mandir) ซึ่งเป็นตำหนักอยู่บนชั้นสอง, อารามบาฆ (Aram Bagh) ซึ่งเป็นสวนสวยจัดเป็นรูปดาวแฉกแบบโมกุลคั่นกลางระหว่างอาคาร และ สุชนิวาส (Sukh Niwas) ซึ่งเป็นพระตำหนักที่ใช้การปรับอากาศภายในพระตำหนักให้เย็นลงด้วยการทำให้ลมเป่าผ่านรางน้ำตกที่มีอยู่โดยรอบภายในพระตำหนัก ทำให้ภายในตำหนักนี้มีอากาศเย็นอยู่เสมอ จากลักษณะโดยรวมอันสวยงามของบริเวณภายในป้อม จึงนิยมเรียกป้อมแห่งนี้อีกอย่างหนึ่งว่า “พระราชวังอาเมร์” พระราชวังในป้อมอาเมร์นี้เคยเป็นที่ประทับของราชปุต มหาราชา และพระราชวงศ์ของอาเมร์ในอดีต นอกจากนี้บริเวณประตูทางเข้าพระราชวังใกล้กับประตูคเณศ เป็นที่ตั้งของมนเทียรศิลามาตาเทวีซึ่งภายในมีศาลบูชาพระแม่ทุรคา ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม ซึ่งมหาราชา มาน สิงห์ทรงเคารพบูชาอย่างสูง เนื่องจากพระองค์ได้ทรงพระสุบินถึงพระแม่ทุรคาทูลให้ทราบว่าพระองค์จะชนะสงครามกับมหาราชาแห่งเบงกอลในปีค.ศ. 1604
ป้อมอาเมร์ และป้อมชยครห์ ทั้งสองนั้นตั้งอยู่บนเขาจีลกาตีละ (Cheel ka Teela) อันเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาอะราวัลลี ทั้งสองป้อมนี้ถือว่าเป็นสถานที่เดียวกัน เนื่องจากสามารถเดินทางหากันได้โดยทางเชื่อมใต้ดิน ซึ่งใช้เป็นทางหลบหนีสำหรับเชื้อพระวงศ์ในกรณีที่ป้อมอาเมร์นั้นถูกยึดครอง
จากสถิติปีค.ศ. 2007 จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมป้อมอาเมร์มีจำนวนถึง 5,000 คนต่อวัน และ 1.4 ล้านคนต่อปี




